
26
Mar
จีน
เที่ยวจีนห้ามพลาด! จิ่วจ้ายโกว อุทยาน 5A สวรรค์บนดิน
หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติระดับโลก “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” คือจุดหมายที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A (สูงสุดของจีน) พร้อมขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO
ด้วยความงดงามของทะเลสาบสีมรกต น้ำตกหลายชั้น และภูเขาที่เปลี่ยนสีตามฤดูกาล จิ่วจ้ายโกวจึงถูกขนานนามว่า “สวรรค์บนดิน” ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องไปเยือน ✨
ประวัติอุทยานจิ่วจ้ายโกว
ชื่อ “จิ่วจ้ายโกว” มีความหมายว่า “หุบเขา 9 หมู่บ้าน” ซึ่งมาจากชุมชนชาวทิเบตดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มานานหลายร้อยปี
อุทยานแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับสากลช่วงศตวรรษที่ 20 และได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปี ค.ศ. 1982 ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1992
จุดเด่นสำคัญของที่นี่คือภูมิประเทศแบบหินปูน (Travertine) ที่ทำให้เกิดทะเลสาบน้ำใสสีฟ้า-เขียวใสราวคริสตัล และระบบนิเวศที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก
7 จุดไฮไลต์ห้ามพลาดในจิ่วจ้ายโกว
1. ทะเลสาบห้าสี (Five Flower Lake)
หนึ่งในจุดไฮไลต์ที่สวยที่สุดของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบแห่งนี้มีความโดดเด่นด้วยน้ำที่ใสราวคริสตัลจนสามารถมองเห็นพื้นด้านล่าง รวมถึงซากต้นไม้และกิ่งไม้ที่จมอยู่ใต้น้ำได้อย่างชัดเจนความพิเศษคือสีของน้ำที่มีหลายเฉดในผืนเดียว ทั้งฟ้า เขียว มรกต ไปจนถึงเหลืองทอง ซึ่งเกิดจากการสะสมของแร่ธาตุหินปูน (Travertine) ผสมกับพืชน้ำและการสะท้อนของแสงแดด ทำให้เกิดเป็นลวดลายธรรมชาติที่สวยงามไม่เหมือนที่ใดในโลก
ประวัติ / ความเชื่อ:
ชาวทิเบตในพื้นที่เชื่อว่า ทะเลสาบแห่งนี้เป็น “ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์” และเปรียบเสมือน “ดวงตาของเทพเจ้า” ที่คอยปกป้องผืนป่าและผู้คนในหุบเขาแห่งนี้
ไฮไลต์:
สีของน้ำจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและมุมของแสงแดด โดยเฉพาะช่วงสายถึงเที่ยง สีจะสดและชัดที่สุด เหมาะกับการถ่ายภาพแบบมุมกว้างเพื่อเก็บรายละเอียดของสีสันทั้งหมดในเฟรมเดียว
เกร็ดความรู้
ทริคแนะนำ:
ควรไปช่วงแดดออก และเลือกมุมถ่ายจากจุดชมวิวด้านบน จะเห็นความไล่เฉดสีของทะเลสาบได้ชัดเจนและสวยที่สุด

2. น้ำตกนั่วรื่อหล่าง (Nuorilang Waterfall)
ความโดดเด่นของน้ำตกแห่งนี้คือความกว้างที่มองเห็นได้สุดสายตา ประกอบกับเสียงน้ำไหลกระทบหินที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศที่ทั้งสดชื่นและอลังการในเวลาเดียวกัน
ที่มา:คำว่า “Nuorilang” มาจากภาษาทิเบต แปลว่า “ยิ่งใหญ่และสง่างาม” ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
ไฮไลต์:
วิวของน้ำตกจะสวยงามเป็นพิเศษในช่วง ฤดูใบไม้ร่วง เมื่อใบไม้รอบๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง ตัดกับสายน้ำสีขาว เกิดเป็นภาพธรรมชาติที่งดงามราวกับภาพวาด
เกร็ดความรู้
ทริคแนะนำ:
เลือกถ่ายภาพจากจุดชมวิวด้านหน้าเพื่อเก็บความกว้างของน้ำตกให้ครบ และหากต้องการภาพที่สวยที่สุด ควรมาในช่วงเช้าหรือช่วงที่แสงไม่แรงเกินไป จะช่วยให้สีของธรรมชาติดูละมุนและมีมิติมากขึ้น

3. ทะเลสาบยาว (Long Lake)
หนึ่งในจุดชมวิวที่ยิ่งใหญ่และเงียบสงบที่สุดของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบยาวถือเป็นทะเลสาบที่ ใหญ่และลึกที่สุดในอุทยาน ตั้งอยู่บนระดับความสูงกว่า 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รายล้อมด้วยภูเขาสูงและป่าสน ทำให้บรรยากาศดูขรึม ลึกลับ และสงบอย่างเป็นธรรมชาติลักษณะของน้ำในทะเลสาบจะมีสีเข้มกว่าจุดอื่น สะท้อนให้เห็นถึงความลึกและความนิ่งของผืนน้ำ บางช่วงของปีจะสามารถมองเห็นยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมสะท้อนลงบนผิวน้ำ เพิ่มความอลังการให้กับวิวโดยรอบ
ประวัติ:
ทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการละลายของน้ำแข็งและหิมะจากภูเขาสูง ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดทั้งปี และยังเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของระบบนิเวศภายในอุทยาน
ไฮไลต์:
บรรยากาศเงียบสงบ วิวภูเขาสูงแบบพาโนรามา เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบลึกซึ้งและไม่วุ่นวาย
เกร็ดความรู้
ทริคแนะนำ:
เนื่องจากอยู่ในพื้นที่สูง อากาศจะค่อนข้างเย็นตลอดปี ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม และแนะนำให้ไปช่วงเช้า จะได้แสงนุ่มๆ และบางวันอาจมีหมอกบางลอยเหนือผิวน้ำ เพิ่มความสวยงามแบบแฟนตาซี

4. ทะเลสาบนกยูง (Peacock Lake)
อีกหนึ่งจุดเช็คอินที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครใน “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบนกยูงโดดเด่นด้วยรูปร่างที่คล้าย “หางนกยูง” เมื่อมองจากมุมสูง ซึ่งเกิดจากการไหลของน้ำและการสะสมของตะกอนหินปูน (Travertine) ตามธรรมชาติ จนเกิดเป็นลวดลายที่สวยงามราวกับงานศิลปะน้ำในทะเลสาบมีสีฟ้า-เขียวสดใส ไล่เฉดไปตามความลึกและแสงที่ตกกระทบ ผสมกับแนวต้นไม้โดยรอบ ทำให้เกิดภาพที่มีมิติและสีสันโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี จะยิ่งเพิ่มความอลังการให้กับวิวมากขึ้น
ที่มา:
ทะเลสาบแห่งนี้ถูกตั้งชื่อตามรูปร่างที่คล้ายหางนกยูง ซึ่งในวัฒนธรรมเอเชีย “นกยูง” ถือเป็นสัญลักษณ์ของความงดงาม ความสง่างาม และความเป็นสิริมงคล
ไฮไลต์:
สีสันสดใสของน้ำผสมกับลวดลายธรรมชาติที่แปลกตา ทำให้เป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปที่โดดเด่นที่สุดของอุทยาน
เกร็ดความรู้
ทริคแนะนำ:
หากต้องการเห็นรูปทรงหางนกยูงชัดเจน แนะนำให้ถ่ายจากมุมสูง หรือเลือกจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นภาพรวมของทะเลสาบ จะได้ภาพที่สวยและแปลกตาไม่เหมือนใคร
5. ทะเลสาบแรด (Rhino Lake)
หนึ่งในทะเลสาบที่มีบรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติกที่สุดของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบแรดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีผิวน้ำเรียบเนียนแทบไม่มีคลื่น ทำให้สามารถสะท้อนภาพของภูเขา ป่าไม้ และท้องฟ้าได้อย่างคมชัดราวกับกระจก
ด้วยความนิ่งของผืนน้ำ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดชมวิวที่ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และเหมาะกับการหยุดพักซึมซับธรรมชาติแบบช้าๆ ต่างจากจุดท่องเที่ยวอื่นที่เน้นความอลังการ
ตำนาน:
มีเรื่องเล่ากันว่า ในอดีตมีพระลามะขี่แรดผ่านบริเวณนี้ และแรดได้ล้มลง ณ จุดแห่งนี้ ก่อนจะกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ทะเลสาบแรด”
ไฮไลต์:
เงาสะท้อนของภูเขาและต้นไม้บนผิวน้ำที่นิ่งสงบ โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น จะได้ภาพที่สวยงามและมีมิติมาก
เกร็ดความรู้
ทริคแนะนำ:
ควรมาช่วงเช้าตรู่หรือช่วงแสงเย็น เพราะลมจะสงบ น้ำจะนิ่งที่สุด ทำให้ได้ภาพ reflection ที่คมชัดและสวยงามเหมือนภาพวาด
6. ทะเลสาบแพนด้า (Panda Lake)
อีกหนึ่งจุดที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวใน “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบแพนด้าโดดเด่นด้วยน้ำสีฟ้าเข้มตัดกับสีเขียวของป่าไม้โดยรอบอย่างสวยงาม ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นและมีพลังของธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นแหล่งอาศัยของแพนด้ายักษ์ในอดีต จึงทำให้มีเรื่องเล่าและความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์สัญลักษณ์ของจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพิ่มเสน่ห์ให้สถานที่แห่งนี้มากยิ่งขึ้น
ที่มา:
ตามตำนานเล่าว่า แพนด้าเคยมาดื่มน้ำที่ทะเลสาบแห่งนี้เป็นประจำ จึงถูกเรียกว่า “ทะเลสาบแพนด้า” และกลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกมาจนถึงปัจจุบัน
ไฮไลต์:
จุดเด่นคือการที่ทะเลสาบตั้งอยู่ใกล้กับ Panda Waterfall ทำให้สามารถเที่ยวและถ่ายภาพได้แบบต่อเนื่องในเส้นทางเดียว ได้ทั้งภาพน้ำสีฟ้าเข้มและน้ำตกสวยๆ ในทริปเดียว
เกร็ดความรู้
ทริคแนะนำ:
แนะนำให้เดินต่อจากทะเลสาบไปยังน้ำตกด้านล่าง จะได้มุมภาพที่หลากหลาย และควรไปช่วงแสงเช้าหรือช่วงสาย เพื่อให้สีของน้ำออกมาชัดและสดที่สุด
7. ทะเลสาบกระจก (Mirror Lake)
หนึ่งในจุดชมวิวที่โรแมนติกและน่าประทับใจที่สุดของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบกระจกมีเอกลักษณ์อยู่ที่ผิวน้ำเรียบสนิทจนสามารถสะท้อนภาพภูเขา ป่าไม้ และท้องฟ้าได้อย่างคมชัดราวกับกระจกเงาบานใหญ่ความพิเศษของที่นี่คือความนิ่งของผิวน้ำ ซึ่งเกิดจากตำแหน่งของทะเลสาบที่อยู่ในบริเวณที่ลมพัดผ่านน้อย ทำให้เกิดภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่สวยที่สุดของอุทยาน
ที่มา:ชื่อ “ทะเลสาบกระจก” มาจากลักษณะของผิวน้ำที่สะท้อนภาพได้เหมือนกระจกจริง เป็นชื่อที่สะท้อนเอกลักษณ์ของสถานที่ได้อย่างชัดเจน
ไฮไลต์:เงาสะท้อนที่คมชัดเหมือนภาพกลับด้าน โดยเฉพาะช่วงเช้า จะสามารถเห็นภาพภูเขาและท้องฟ้าสะท้อนบนผิวน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เกร็ดความรู้
ทริคแนะนำ:
ควรไปถึงตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนลมจะพัด เพราะเป็นช่วงที่ผิวน้ำนิ่งที่สุด และจะได้ภาพ reflection ที่สวยงามระดับโลก เหมาะกับการถ่ายภาพแนวแลนด์สเคปและภาพมุมกว้าง
เที่ยวจิ่วจ้ายโกว 4 ฤดู สวยต่างกันแบบไหน?
การมาเยือน “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ไม่ว่าจะฤดูไหนก็สวยคนละแบบ แต่ละช่วงมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้หลายคนอยากกลับมาเที่ยวซ้ำ
ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.–พ.ค.)
ช่วงที่ธรรมชาติเริ่มฟื้นตัวหลังฤดูหนาว หิมะค่อยๆ ละลาย กลายเป็นสายน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบและน้ำตก ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นและมีชีวิตชีวา
บรรยากาศ: เขียวอ่อน สดใส อากาศเย็นกำลังดี
ไฮไลต์: น้ำตกไหลแรง มีหมอกบางๆ เพิ่มความละมุน
เหมาะกับ: คนที่อยากเที่ยวแบบสบายๆ ไม่วุ่นวาย
ฤดูร้อน (มิ.ย.–ส.ค.)
ช่วงที่ธรรมชาติเขียวขจีที่สุด ป่าไม้เต็มไปด้วยชีวิต น้ำในทะเลสาบจะมีสีฟ้า-เขียวสดใสที่สุดในรอบปี
บรรยากาศ: สดชื่น เขียวแน่น อากาศเย็นกว่าหลายเมืองในจีน
ไฮไลต์: สีของน้ำคมชัด ถ่ายรูปออกมาสวยสด
ข้อควรระวัง: เป็นช่วง High Season นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ
ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.–พ.ย.)
ช่วงเวลาที่สวยที่สุดของปี ใบไม้ทั้งหุบเขาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง ตัดกับน้ำสีฟ้ามรกตอย่างลงตัว
บรรยากาศ: โรแมนติก เหมือนภาพวาด
ไฮไลต์: สีสันจัดเต็มทุกมุม ถ่ายยังไงก็สวย
แนะนำ: ไปช่วง “กลางตุลาคม” จะพีคที่สุด
เหมาะกับ: สายถ่ายรูป คู่รัก และสายคอนเทนต์
ฤดูหนาว (ธ.ค.–ก.พ.)
ช่วงที่จิ่วจ้ายโกวกลายเป็นโลกสีขาว หิมะปกคลุมทั่วพื้นที่ น้ำตกบางแห่งกลายเป็นน้ำแข็ง เกิดเป็นรูปทรงธรรมชาติที่สวยแปลกตา
บรรยากาศ: เงียบ สงบ เหมือนอยู่ในเทพนิยาย
ไฮไลต์: น้ำแข็ง + หิมะ + น้ำสีฟ้า ตัดกันสวยมาก
เหมาะกับ: คนที่อยากได้ฟีล winter และเลี่ยงนักท่องเที่ยว
เกร็ดความรู้
สรุปเลือกฤดูไหนดี?
- อยากเห็นธรรมชาติสดชื่น คนน้อย → เลือก ฤดูใบไม้ผลิ
- อยากได้สีเขียวสด + น้ำใส → เลือก ฤดูร้อน
- อยากได้วิวสวยที่สุดในชีวิต → เลือก ฤดูใบไม้ร่วง
- อยากได้ฟีลหิมะเหมือนเทพนิยาย → เลือก ฤดูหนาว
แนะนำ “ปลายตุลาคม ถึงต้นพฤศจิกายน” คือช่วงที่สวยที่สุดของปี
(แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปีด้วยน๊าา)

เกร็ดความรู้
ช่วงเวลาน่าไปที่สุด
แนะนำ: กลางเดือนตุลาคม - กลางพฤศจิกายน
เป็นช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยที่สุด อากาศกำลังดี และถ่ายรูปได้สวยทุกมุม
ทริคเที่ยวจิ่วจ้ายโกวให้ฟิน
- ไปเช้า เลี่ยงคน และได้แสงถ่ายรูปสวย
- ใช้รถบัสภายในอุทยาน ประหยัดเวลา
- ใส่รองเท้าเดินสบาย เพราะต้องเดินพอสมควร
- เตรียมเสื้อกันหนาว อากาศเปลี่ยนเร็ว
- จองตั๋วและที่พักล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงพีค

3

4

2

1
ถ้าคุณอยากเที่ยวแบบ “ไม่ต้องวางแผนเอง + เก็บครบทุกไฮไลต์”
แนะนำเลือก ทัวร์จิ่วจ้ายโกว 2026
ข้อดี:
- มีไกด์ดูแลตลอดทริป
- เก็บครบ 7 จุดสำคัญ
- ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง
- เที่ยวได้คุ้มเวลาและงบประมาณ
ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (ตุลาคม) ที่นั่งเต็มเร็วมาก
สนใจโปร / เช็คราคา / จองทริป
ทักแชทได้เลย พร้อมวางแผนให้ครบจบในทริปเดียว!
Line@ : @goodtripworldtour
สรุป
“อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” คือหนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดในโลก เที่ยวได้ทุกฤดู แต่ถ้าอยากเห็นภาพจำแบบ “สวรรค์บนดิน” ต้องไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนตุลาคม
ไปครั้งเดียว = ได้ภาพหลักร้อย
ไปช่วงพีค = ได้ความทรงจำระดับโลก
