เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09-00-20.00 น.

เสาร์ :

09.00-15.00 น.

Hotline

086-916-5945

เราช่วยคุณได้

@goodtripworldtour

Travel License : 11/11710

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

เที่ยวจีนห้ามพลาด! จิ่วจ้ายโกว อุทยาน 5A สวรรค์บนดิน

เที่ยวจีนห้ามพลาด! จิ่วจ้ายโกว อุทยาน 5A สวรรค์บนดิน

26

Mar

จีน

เที่ยวจีนห้ามพลาด! จิ่วจ้ายโกว อุทยาน 5A สวรรค์บนดิน


หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติระดับโลก “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” คือจุดหมายที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A (สูงสุดของจีน) พร้อมขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO

ด้วยความงดงามของทะเลสาบสีมรกต น้ำตกหลายชั้น และภูเขาที่เปลี่ยนสีตามฤดูกาล จิ่วจ้ายโกวจึงถูกขนานนามว่า “สวรรค์บนดิน” ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องไปเยือน ✨


ประวัติอุทยานจิ่วจ้ายโกว

ชื่อ “จิ่วจ้ายโกว” มีความหมายว่า “หุบเขา 9 หมู่บ้าน” ซึ่งมาจากชุมชนชาวทิเบตดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มานานหลายร้อยปี

อุทยานแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับสากลช่วงศตวรรษที่ 20 และได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปี ค.ศ. 1982 ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1992

จุดเด่นสำคัญของที่นี่คือภูมิประเทศแบบหินปูน (Travertine) ที่ทำให้เกิดทะเลสาบน้ำใสสีฟ้า-เขียวใสราวคริสตัล และระบบนิเวศที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก

7 จุดไฮไลต์ห้ามพลาดในจิ่วจ้ายโกว

1. ทะเลสาบห้าสี (Five Flower Lake)

หนึ่งในจุดไฮไลต์ที่สวยที่สุดของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบแห่งนี้มีความโดดเด่นด้วยน้ำที่ใสราวคริสตัลจนสามารถมองเห็นพื้นด้านล่าง รวมถึงซากต้นไม้และกิ่งไม้ที่จมอยู่ใต้น้ำได้อย่างชัดเจน
ความพิเศษคือสีของน้ำที่มีหลายเฉดในผืนเดียว ทั้งฟ้า เขียว มรกต ไปจนถึงเหลืองทอง ซึ่งเกิดจากการสะสมของแร่ธาตุหินปูน (Travertine) ผสมกับพืชน้ำและการสะท้อนของแสงแดด ทำให้เกิดเป็นลวดลายธรรมชาติที่สวยงามไม่เหมือนที่ใดในโลก

ประวัติ / ความเชื่อ:
ชาวทิเบตในพื้นที่เชื่อว่า ทะเลสาบแห่งนี้เป็น “ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์” และเปรียบเสมือน “ดวงตาของเทพเจ้า” ที่คอยปกป้องผืนป่าและผู้คนในหุบเขาแห่งนี้

ไฮไลต์:
สีของน้ำจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและมุมของแสงแดด โดยเฉพาะช่วงสายถึงเที่ยง สีจะสดและชัดที่สุด เหมาะกับการถ่ายภาพแบบมุมกว้างเพื่อเก็บรายละเอียดของสีสันทั้งหมดในเฟรมเดียว

เกร็ดความรู้


ทริคแนะนำ:

ควรไปช่วงแดดออก และเลือกมุมถ่ายจากจุดชมวิวด้านบน จะเห็นความไล่เฉดสีของทะเลสาบได้ชัดเจนและสวยที่สุด

2. น้ำตกนั่วรื่อหล่าง (Nuorilang Waterfall)


อีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องแวะชม น้ำตกนั่วรื่อหล่างถือเป็นน้ำตกที่ กว้างและใหญ่ที่สุดในอุทยาน โดยมีลักษณะเป็นน้ำตกหินปูนแบบลดหลั่นเป็นชั้นยาวกว่า 300 เมตร น้ำไหลกระจายเต็มหน้าผาให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และทรงพลัง
ความโดดเด่นของน้ำตกแห่งนี้คือความกว้างที่มองเห็นได้สุดสายตา ประกอบกับเสียงน้ำไหลกระทบหินที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศที่ทั้งสดชื่นและอลังการในเวลาเดียวกัน

ที่มา:คำว่า “Nuorilang” มาจากภาษาทิเบต แปลว่า “ยิ่งใหญ่และสง่างาม” ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
ไฮไลต์:
วิวของน้ำตกจะสวยงามเป็นพิเศษในช่วง ฤดูใบไม้ร่วง เมื่อใบไม้รอบๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง ตัดกับสายน้ำสีขาว เกิดเป็นภาพธรรมชาติที่งดงามราวกับภาพวาด


เกร็ดความรู้

ทริคแนะนำ:

เลือกถ่ายภาพจากจุดชมวิวด้านหน้าเพื่อเก็บความกว้างของน้ำตกให้ครบ และหากต้องการภาพที่สวยที่สุด ควรมาในช่วงเช้าหรือช่วงที่แสงไม่แรงเกินไป จะช่วยให้สีของธรรมชาติดูละมุนและมีมิติมากขึ้น

3. ทะเลสาบยาว (Long Lake)

หนึ่งในจุดชมวิวที่ยิ่งใหญ่และเงียบสงบที่สุดของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบยาวถือเป็นทะเลสาบที่ ใหญ่และลึกที่สุดในอุทยาน ตั้งอยู่บนระดับความสูงกว่า 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รายล้อมด้วยภูเขาสูงและป่าสน ทำให้บรรยากาศดูขรึม ลึกลับ และสงบอย่างเป็นธรรมชาติ
ลักษณะของน้ำในทะเลสาบจะมีสีเข้มกว่าจุดอื่น สะท้อนให้เห็นถึงความลึกและความนิ่งของผืนน้ำ บางช่วงของปีจะสามารถมองเห็นยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมสะท้อนลงบนผิวน้ำ เพิ่มความอลังการให้กับวิวโดยรอบ

ประวัติ:
ทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการละลายของน้ำแข็งและหิมะจากภูเขาสูง ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดทั้งปี และยังเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของระบบนิเวศภายในอุทยาน

ไฮไลต์:
บรรยากาศเงียบสงบ วิวภูเขาสูงแบบพาโนรามา เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบลึกซึ้งและไม่วุ่นวาย


เกร็ดความรู้

ทริคแนะนำ:

เนื่องจากอยู่ในพื้นที่สูง อากาศจะค่อนข้างเย็นตลอดปี ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม และแนะนำให้ไปช่วงเช้า จะได้แสงนุ่มๆ และบางวันอาจมีหมอกบางลอยเหนือผิวน้ำ เพิ่มความสวยงามแบบแฟนตาซี

4. ทะเลสาบนกยูง (Peacock Lake)

อีกหนึ่งจุดเช็คอินที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครใน “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบนกยูงโดดเด่นด้วยรูปร่างที่คล้าย “หางนกยูง” เมื่อมองจากมุมสูง ซึ่งเกิดจากการไหลของน้ำและการสะสมของตะกอนหินปูน (Travertine) ตามธรรมชาติ จนเกิดเป็นลวดลายที่สวยงามราวกับงานศิลปะ
น้ำในทะเลสาบมีสีฟ้า-เขียวสดใส ไล่เฉดไปตามความลึกและแสงที่ตกกระทบ ผสมกับแนวต้นไม้โดยรอบ ทำให้เกิดภาพที่มีมิติและสีสันโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี จะยิ่งเพิ่มความอลังการให้กับวิวมากขึ้น

ที่มา:
ทะเลสาบแห่งนี้ถูกตั้งชื่อตามรูปร่างที่คล้ายหางนกยูง ซึ่งในวัฒนธรรมเอเชีย “นกยูง” ถือเป็นสัญลักษณ์ของความงดงาม ความสง่างาม และความเป็นสิริมงคล

ไฮไลต์:
สีสันสดใสของน้ำผสมกับลวดลายธรรมชาติที่แปลกตา ทำให้เป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปที่โดดเด่นที่สุดของอุทยาน


เกร็ดความรู้

ทริคแนะนำ:

หากต้องการเห็นรูปทรงหางนกยูงชัดเจน แนะนำให้ถ่ายจากมุมสูง หรือเลือกจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นภาพรวมของทะเลสาบ จะได้ภาพที่สวยและแปลกตาไม่เหมือนใคร

5. ทะเลสาบแรด (Rhino Lake)
หนึ่งในทะเลสาบที่มีบรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติกที่สุดของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบแรดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีผิวน้ำเรียบเนียนแทบไม่มีคลื่น ทำให้สามารถสะท้อนภาพของภูเขา ป่าไม้ และท้องฟ้าได้อย่างคมชัดราวกับกระจก
ด้วยความนิ่งของผืนน้ำ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดชมวิวที่ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และเหมาะกับการหยุดพักซึมซับธรรมชาติแบบช้าๆ ต่างจากจุดท่องเที่ยวอื่นที่เน้นความอลังการ

ตำนาน:
มีเรื่องเล่ากันว่า ในอดีตมีพระลามะขี่แรดผ่านบริเวณนี้ และแรดได้ล้มลง ณ จุดแห่งนี้ ก่อนจะกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ทะเลสาบแรด”

ไฮไลต์:
เงาสะท้อนของภูเขาและต้นไม้บนผิวน้ำที่นิ่งสงบ โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น จะได้ภาพที่สวยงามและมีมิติมาก


เกร็ดความรู้

ทริคแนะนำ:

ควรมาช่วงเช้าตรู่หรือช่วงแสงเย็น เพราะลมจะสงบ น้ำจะนิ่งที่สุด ทำให้ได้ภาพ reflection ที่คมชัดและสวยงามเหมือนภาพวาด

6. ทะเลสาบแพนด้า (Panda Lake)

อีกหนึ่งจุดที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวใน “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบแพนด้าโดดเด่นด้วยน้ำสีฟ้าเข้มตัดกับสีเขียวของป่าไม้โดยรอบอย่างสวยงาม ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นและมีพลังของธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม
พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นแหล่งอาศัยของแพนด้ายักษ์ในอดีต จึงทำให้มีเรื่องเล่าและความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์สัญลักษณ์ของจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพิ่มเสน่ห์ให้สถานที่แห่งนี้มากยิ่งขึ้น

ที่มา:
ตามตำนานเล่าว่า แพนด้าเคยมาดื่มน้ำที่ทะเลสาบแห่งนี้เป็นประจำ จึงถูกเรียกว่า “ทะเลสาบแพนด้า” และกลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกมาจนถึงปัจจุบัน

ไฮไลต์:
จุดเด่นคือการที่ทะเลสาบตั้งอยู่ใกล้กับ Panda Waterfall ทำให้สามารถเที่ยวและถ่ายภาพได้แบบต่อเนื่องในเส้นทางเดียว ได้ทั้งภาพน้ำสีฟ้าเข้มและน้ำตกสวยๆ ในทริปเดียว

เกร็ดความรู้

ทริคแนะนำ:

แนะนำให้เดินต่อจากทะเลสาบไปยังน้ำตกด้านล่าง จะได้มุมภาพที่หลากหลาย และควรไปช่วงแสงเช้าหรือช่วงสาย เพื่อให้สีของน้ำออกมาชัดและสดที่สุด

7. ทะเลสาบกระจก (Mirror Lake)

หนึ่งในจุดชมวิวที่โรแมนติกและน่าประทับใจที่สุดของ “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ทะเลสาบกระจกมีเอกลักษณ์อยู่ที่ผิวน้ำเรียบสนิทจนสามารถสะท้อนภาพภูเขา ป่าไม้ และท้องฟ้าได้อย่างคมชัดราวกับกระจกเงาบานใหญ่
ความพิเศษของที่นี่คือความนิ่งของผิวน้ำ ซึ่งเกิดจากตำแหน่งของทะเลสาบที่อยู่ในบริเวณที่ลมพัดผ่านน้อย ทำให้เกิดภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่สวยที่สุดของอุทยาน

ที่มา:ชื่อ “ทะเลสาบกระจก” มาจากลักษณะของผิวน้ำที่สะท้อนภาพได้เหมือนกระจกจริง เป็นชื่อที่สะท้อนเอกลักษณ์ของสถานที่ได้อย่างชัดเจน

ไฮไลต์:เงาสะท้อนที่คมชัดเหมือนภาพกลับด้าน โดยเฉพาะช่วงเช้า จะสามารถเห็นภาพภูเขาและท้องฟ้าสะท้อนบนผิวน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เกร็ดความรู้

ทริคแนะนำ:

ควรไปถึงตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนลมจะพัด เพราะเป็นช่วงที่ผิวน้ำนิ่งที่สุด และจะได้ภาพ reflection ที่สวยงามระดับโลก เหมาะกับการถ่ายภาพแนวแลนด์สเคปและภาพมุมกว้าง

เที่ยวจิ่วจ้ายโกว 4 ฤดู สวยต่างกันแบบไหน?

การมาเยือน “อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” ไม่ว่าจะฤดูไหนก็สวยคนละแบบ แต่ละช่วงมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้หลายคนอยากกลับมาเที่ยวซ้ำ 


ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.–พ.ค.)
ช่วงที่ธรรมชาติเริ่มฟื้นตัวหลังฤดูหนาว หิมะค่อยๆ ละลาย กลายเป็นสายน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบและน้ำตก ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นและมีชีวิตชีวา

บรรยากาศ: เขียวอ่อน สดใส อากาศเย็นกำลังดี
ไฮไลต์: น้ำตกไหลแรง มีหมอกบางๆ เพิ่มความละมุน
เหมาะกับ: คนที่อยากเที่ยวแบบสบายๆ ไม่วุ่นวาย


ฤดูร้อน (มิ.ย.–ส.ค.)
ช่วงที่ธรรมชาติเขียวขจีที่สุด ป่าไม้เต็มไปด้วยชีวิต น้ำในทะเลสาบจะมีสีฟ้า-เขียวสดใสที่สุดในรอบปี

บรรยากาศ: สดชื่น เขียวแน่น อากาศเย็นกว่าหลายเมืองในจีน
ไฮไลต์: สีของน้ำคมชัด ถ่ายรูปออกมาสวยสด
ข้อควรระวัง: เป็นช่วง High Season นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ


ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.–พ.ย.)
ช่วงเวลาที่สวยที่สุดของปี ใบไม้ทั้งหุบเขาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง ตัดกับน้ำสีฟ้ามรกตอย่างลงตัว

บรรยากาศ: โรแมนติก เหมือนภาพวาด
ไฮไลต์: สีสันจัดเต็มทุกมุม ถ่ายยังไงก็สวย
แนะนำ: ไปช่วง “กลางตุลาคม” จะพีคที่สุด
เหมาะกับ: สายถ่ายรูป คู่รัก และสายคอนเทนต์


 ฤดูหนาว (ธ.ค.–ก.พ.)
ช่วงที่จิ่วจ้ายโกวกลายเป็นโลกสีขาว หิมะปกคลุมทั่วพื้นที่ น้ำตกบางแห่งกลายเป็นน้ำแข็ง เกิดเป็นรูปทรงธรรมชาติที่สวยแปลกตา
บรรยากาศ: เงียบ สงบ เหมือนอยู่ในเทพนิยาย
ไฮไลต์: น้ำแข็ง + หิมะ + น้ำสีฟ้า ตัดกันสวยมาก
เหมาะกับ: คนที่อยากได้ฟีล winter และเลี่ยงนักท่องเที่ยว




เกร็ดความรู้

สรุปเลือกฤดูไหนดี?

  • อยากเห็นธรรมชาติสดชื่น คนน้อย → เลือก ฤดูใบไม้ผลิ
  • อยากได้สีเขียวสด + น้ำใส → เลือก ฤดูร้อน
  • อยากได้วิวสวยที่สุดในชีวิต → เลือก ฤดูใบไม้ร่วง
  • อยากได้ฟีลหิมะเหมือนเทพนิยาย → เลือก ฤดูหนาว
ถ้ามีโอกาสไปแค่ครั้งเดียว
 แนะนำ “ปลายตุลาคม ถึงต้นพฤศจิกายน” คือช่วงที่สวยที่สุดของปี 

(แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปีด้วยน๊าา)

 

เกร็ดความรู้

ช่วงเวลาน่าไปที่สุด

 แนะนำ: กลางเดือนตุลาคม - กลางพฤศจิกายน
เป็นช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยที่สุด อากาศกำลังดี และถ่ายรูปได้สวยทุกมุม 



 ทริคเที่ยวจิ่วจ้ายโกวให้ฟิน

  • ไปเช้า เลี่ยงคน และได้แสงถ่ายรูปสวย
  • ใช้รถบัสภายในอุทยาน ประหยัดเวลา
  • ใส่รองเท้าเดินสบาย เพราะต้องเดินพอสมควร
  • เตรียมเสื้อกันหนาว อากาศเปลี่ยนเร็ว
  • จองตั๋วและที่พักล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงพีค 

ถ้าคุณอยากเที่ยวแบบ “ไม่ต้องวางแผนเอง + เก็บครบทุกไฮไลต์”
 แนะนำเลือก ทัวร์จิ่วจ้ายโกว 2026

ข้อดี:

  • มีไกด์ดูแลตลอดทริป
  • เก็บครบ 7 จุดสำคัญ
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง
  • เที่ยวได้คุ้มเวลาและงบประมาณ

ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (ตุลาคม) ที่นั่งเต็มเร็วมาก

 สนใจโปร / เช็คราคา / จองทริป
ทักแชทได้เลย พร้อมวางแผนให้ครบจบในทริปเดียว!   
Line@ : @goodtripworldtour 

 สรุป

“อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว” คือหนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดในโลก เที่ยวได้ทุกฤดู แต่ถ้าอยากเห็นภาพจำแบบ “สวรรค์บนดิน” ต้องไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนตุลาคม

ไปครั้งเดียว = ได้ภาพหลักร้อย
 ไปช่วงพีค = ได้ความทรงจำระดับโลก

จำนวนผู้เข้าชม 264 ครั้ง